สหรัฐยึดน้ำมันเวเนซุเอลาไม่ง่าย เดิมพันแสนล้านดอลลาร์ นานกว่า 10 ปี
บลูมเบิร์กชี้ ฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลาเป็นภารกิจยักษ์ สหรัฐยึดน้ำมันเวเนซุเอลา
ironchefsworld.com – สหรัฐยึดน้ำมันเวเนซุเอลา สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานเชิงวิเคราะห์ว่า แผนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการดึงอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลากลับมาอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐ และฟื้นกำลังการผลิตให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายในระยะสั้น หากแต่เป็นภารกิจขนาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 10 ปี และเงินลงทุนมากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แม้เวเนซุเอลาจะถูกจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่มีปริมาณน้ำมันดิบสำรองมากที่สุดในโลก แต่ความมั่งคั่งดังกล่าวกลับไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกบั่นทอนอย่างรุนแรงจากการทุจริต การขาดการลงทุน เหตุอุบัติเหตุในอุตสาหกรรม และการลักลอบขโมยอุปกรณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายทศวรรษ
เงินลงทุนแสนล้านกับเวลาที่ไม่อาจเร่งรัด
สหรัฐยึดน้ำมันเวเนซุเอลา ผู้เชี่ยวชาญชี้ ต้องลงทุนปีละหมื่นล้านต่อเนื่อง 10 ปี
ฟรานซิสโก โมแนลดี ผู้อำนวยการด้านนโยบายพลังงานลาตินอเมริกาประจำ Baker Institute for Public Policy แห่งมหาวิทยาลัยไรซ์ ระบุว่า หากต้องการฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันของเวเนซุเอลาให้กลับไปสู่ระดับสูงสุดเหมือนช่วงทศวรรษ 1970 จะต้องมีการลงทุนจากภาคเอกชนเฉลี่ย ปีละ 10,000 ล้านดอลลาร์ ต่อเนื่องยาวนานถึง 10 ปี
เขาย้ำว่า หากรัฐบาลสหรัฐต้องการเร่งการฟื้นตัวให้เกิดขึ้นเร็วขึ้น เงินลงทุนก็จะต้องเพิ่มขึ้นอีกอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้กับบริษัทน้ำมันที่อาจเข้ามาลงทุน สหรัฐยึดน้ำมันเวเนซุเอลา
น้ำมันสำรองมหาศาล แต่ผลิตจริงได้จำกัด
heavy crude คือโจทย์ใหญ่ของเวเนซุเอลา
เวเนซุเอลาครอบครองแหล่งน้ำมันดิบสำรองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดิบชนิดหนัก (heavy crude) ซึ่งมีต้นทุนการผลิตและการกลั่นสูงกว่าน้ำมันดิบเบาที่ซื้อขายกันทั่วไปในตลาดโลก
ในช่วง 12 ปีที่นิโคลัส มาดูโร ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี กำลังการผลิตน้ำมันของประเทศลดลงอย่างรุนแรง จากระดับเกือบ 4 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 1974 เหลือเพียงประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปัจจุบัน ก่อนที่เขาจะถูกกองทัพสหรัฐควบคุมตัว

บริษัทน้ำมันสหรัฐสนใจ แต่รอเสถียรภาพการเมือง
เชฟรอนยังเป็นเสาหลักเพียงรายเดียว
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ เปิดเผยว่า เขาเชื่อว่าบริษัทน้ำมันของสหรัฐจะให้ความสนใจอย่างมาก หากเวเนซุเอลาเปิดทางให้เข้าไปลงทุน โดยเฉพาะเพื่อป้อนน้ำมันดิบชนิดหนักให้โรงกลั่นบริเวณอ่าวเม็กซิโก
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันบริษัทสหรัฐที่ยังดำเนินธุรกิจในเวเนซุเอลาอย่างจริงจังมีเพียง เชฟรอน (Chevron) ซึ่งมีสัดส่วนการผลิตคิดเป็นราว 25% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ ภายใต้ใบอนุญาตพิเศษที่ได้รับการยกเว้นจากมาตรการคว่ำบาตร
เอ็กซอน-โคโนโค ยังรอดูท่าที
นักวิเคราะห์มองว่า เอ็กซอน โมบิล (ExxonMobil) และ โคโนโค ฟิลลิปส์ (ConocoPhillips) มีศักยภาพสูงในการช่วยฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลา แต่ทั้งสองบริษัทเคยถอนตัวออกไปหลังทรัพย์สินถูกโอนเป็นของรัฐในยุครัฐบาลฮูโก ชาเวซ และยังไม่ส่งสัญญาณชัดเจนว่าจะกลับมาในเร็ววัน
โครงสร้างพื้นฐานพังหนัก ไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมน้ำมัน
ท่าเรือ แท่นขุดเจาะ และโรงกลั่นอยู่ในสภาพทรุดโทรม
บลูมเบิร์กระบุว่า ปัญหาของเวเนซุเอลาไม่ได้จำกัดอยู่แค่แหล่งน้ำมัน แต่ลุกลามไปถึงโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมด ตั้งแต่ท่าเรือขนส่งน้ำมันที่ใช้เวลาขนถ่ายนานขึ้นหลายเท่า ไปจนถึงแท่นขุดเจาะในแอ่งโอริโนโกที่ถูกทิ้งร้าง ถูกปล้น หรือเกิดการรั่วไหลของน้ำมันโดยไม่มีการซ่อมแซม
โรงกลั่นขนาดใหญ่ “พารากัวนา” ซึ่งเคยเป็นหัวใจของการกลั่นน้ำมันหนัก กลับเดินเครื่องได้เพียงเป็นครั้งคราว เนื่องจากอุปกรณ์ชำรุดและขาดการบำรุงรักษา

ความเสี่ยงทางการเมืองและราคาน้ำมันโลก
การคว่ำบาตรยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่
แม้สหรัฐจะส่งสัญญาณต้องการฟื้นฟูอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลา แต่ความไม่ชัดเจนของการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง มาตรการคว่ำบาตรที่ยังมีผลบังคับใช้ และการควบคุมน่านน้ำโดยกองทัพเรือสหรัฐ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ
ขณะเดียวกัน ตลาดน้ำมันโลกกำลังเผชิญภาวะอุปทานล้นตลาด ราคาน้ำมันดิบเบรนท์และเวสต์เท็กซัสลดลงเกือบ 20% ในปี 2025 ซึ่งยิ่งลดแรงจูงใจในการลงทุนระยะยาว
สรุป: เดิมพันใหญ่ที่ยังไม่เห็นเส้นชัย
แม้เวเนซุเอลาจะเป็นขุมทรัพย์พลังงานระดับโลก แต่การที่สหรัฐจะเข้ามาฟื้นฟูและควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมันของประเทศนี้ ไม่ใช่ภารกิจที่สำเร็จได้ง่าย ต้องอาศัยเงินลงทุนมหาศาล เสถียรภาพทางการเมือง และสภาพตลาดโลกที่เอื้ออำนวย ซึ่งทั้งหมดนี้ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในระยะยาว
แหล่งที่มา : www.bangkokbiznews.com

