ส่องปฏิกิริยาทั่วโลก หลังสหรัฐเปิดปฏิบัติการจับผู้นำเวเนซุเอลา เขย่าระเบียบโลก
ironchefsworld.com – ปฏิบัติการสหรัฐจับผู้นำเวเนซุเอลา การตัดสินใจของสหรัฐอเมริกาในการเปิดปฏิบัติการทางทหารต่อ เวเนซุเอลา ในช่วงเช้ามืดวันที่ 3 มกราคม ได้กลายเป็นเหตุการณ์ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเวทีโลกอย่างรุนแรง เมื่อมีรายงานว่าสหรัฐสามารถควบคุมตัวประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร พร้อมภรรยา และนำตัวออกนอกประเทศเพื่อเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายในสหรัฐ ภายใต้ข้อกล่าวหาเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ
เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงจุดชนวนความตึงเครียดครั้งใหม่ในภูมิภาคลาตินอเมริกา แต่ยังตั้งคำถามสำคัญต่อ หลักกฎหมายระหว่างประเทศ อธิปไตยของรัฐ และการใช้กำลังของประเทศมหาอำนาจ ในศตวรรษที่ 21
การโจมตีที่เปลี่ยนสมดุลการเมืองโลก
การใช้กำลังโดยตรงต่อรัฐอธิปไตยภายใต้ข้ออ้างด้าน “ความมั่นคง” และ “สงครามยาเสพติด” ทำให้หลายประเทศมองว่านี่คือ จุดเปลี่ยนของระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งยึดโยงกับกฎบัตรสหประชาชาติและหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน
ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังการโจมตี ปฏิกิริยาจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกก็หลั่งไหลออกมาอย่างรวดเร็ว สะท้อนภาพของโลกที่แตกออกเป็นหลายขั้ว ทั้งฝ่ายที่ประณามการกระทำของสหรัฐอย่างรุนแรง และฝ่ายที่เรียกร้องให้ใช้ความยับยั้งชั่งใจ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เกิดอะไรขึ้นในเวเนซุเอลา” แต่คือ “ประชาคมโลกกำลังยอมรับการใช้กำลังลักษณะนี้มากน้อยเพียงใด”
ปฏิกิริยาจากมหาอำนาจและองค์กรระหว่างประเทศ
รัสเซีย: ประณามการรุกรานและเรียกร้อง UNSC
กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของสหรัฐว่าเป็น การรุกรานด้วยอาวุธต่อรัฐอธิปไตย พร้อมชี้ว่าข้ออ้างของสหรัฐไม่มีความชอบธรรมทางกฎหมาย และเป็นผลจากความเป็นปฏิปักษ์ทางอุดมการณ์
รัสเซียยังเน้นย้ำว่า ลาตินอเมริกาควรคงสถานะ “เขตสันติภาพ” และสนับสนุนให้มีการเรียกประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย
สหภาพยุโรป: ย้ำหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
กาจา คัลลาส ผู้แทนระดับสูงด้านนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป ระบุว่า อียูกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แม้จะย้ำจุดยืนเดิมว่านายมาดูโรขาดความชอบธรรมทางการเมือง แต่ก็ยืนยันว่า ทุกฝ่ายต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ
อียูเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้น และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองอย่างสันติ
จีน: คัดค้านการใช้กำลังอย่างแข็งกร้าว
กระทรวงการต่างประเทศจีนออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของสหรัฐอย่างรุนแรง โดยชี้ว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยของเวเนซุเอลา และคุกคามสันติภาพในลาตินอเมริกาและแคริบเบียน
จีนเรียกร้องให้สหรัฐ ยุติการใช้อำนาจเหนือกว่า และปฏิบัติตามหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด
เสียงสะท้อนจากตะวันออกกลางและยุโรป
อิหร่าน: ต่อต้านการบีบบังคับจากมหาอำนาจ
ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ในเชิงสัญลักษณ์ว่า ประเทศที่ถูกบีบบังคับโดยศัตรูจำเป็นต้องยืนหยัดอย่างกล้าหาญ และไม่ยอมจำนนต่ออำนาจภายนอก
เยอรมนีและอิตาลี: ระเบียบโลกกำลังถูกทำลาย
โรเดอริช คีเซเวตเทอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเยอรมนี ระบุว่าภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ สหรัฐกำลังละทิ้งระเบียบโลกที่ตั้งอยู่บนกติกาหลังปี 1945 และหวนกลับสู่แนวคิดเขตอิทธิพลทางทหาร
ขณะที่ จูเซปเป คอนเต อดีตนายกรัฐมนตรีอิตาลี เตือนว่าหากกฎหมายระหว่างประเทศถูกบังคับใช้แบบเลือกปฏิบัติ โลกจะไม่เหลือพื้นที่แห่งความปลอดภัยอีกต่อไป
มุมมองเชิงกฎหมายระหว่างประเทศ
นักกฎหมายเตือน: ไม่มีความชอบธรรมทางกฎหมาย
มาร์ก เวลเลอร์ ผู้อำนวยการโครงการกฎหมายระหว่างประเทศแห่ง Chatham House ชี้ว่า กฎหมายระหว่างประเทศห้ามใช้กำลังเป็นเครื่องมือทางนโยบาย เว้นแต่เพื่อการป้องกันตนเองหรือมีมติจาก UNSC
เขาระบุชัดว่า ข้ออ้างด้านการปราบปรามยาเสพติดไม่ใช่เหตุผลทางกฎหมาย สำหรับการใช้กำลังต่อเวเนซุเอลา
อาเซียนและประเทศกำลังพัฒนา
อินโดนีเซีย: เรียกร้องสันติวิธี
กระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียแสดงความกังวลต่อความปลอดภัยของพลเรือน และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา พร้อมย้ำความสำคัญของการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ
บทสรุป: โลกกำลังมุ่งไปทางไหน
เหตุการณ์ในเวเนซุเอลาครั้งนี้สะท้อนความจริงที่ชัดเจนว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของการแข่งขันเชิงอำนาจอย่างเข้มข้น หลักกฎหมายระหว่างประเทศกำลังถูกท้าทาย และความชอบธรรมของการใช้กำลังกลายเป็นประเด็นถกเถียงระดับโลก
ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร เหตุการณ์นี้ได้จารึกไว้แล้วว่า เป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิรัฐศาสตร์โลกในยุคปัจจุบัน
แหล่งที่มา : www.bangkokbiznews.com

