รวม 7 ปัญหาที่ประชาชนวิจารณ์ กกต. กับการจัดเลือกตั้งและประชามติปี 2569
ironchefsworld.com – การเลือกตั้งทั่วไปควบคู่กับการออกเสียงประชามติในปี 2569 กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนในสังคมไทย หลังจากการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าและการลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 5 มกราคมที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากต่อการบริหารจัดการของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ประชาชนจำนวนไม่น้อยมองว่ายังขาดความราบรื่นและสร้างความสับสน
บทความนี้สรุป 7 ประเด็นหลัก ที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุด พร้อมคำชี้แจงจาก กกต. เพื่อให้เห็นภาพรวมของปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนวันเลือกตั้งและประชามติในเดือนกุมภาพันธ์ 2569
ปัญหาการเลือกตั้งและประชามติ 2569 ด้านสิทธิการออกเสียง
1. ปัญหาการเลือกตั้งและประชามติ 2569: การไม่สามารถลงคะแนนล่วงหน้า
หนึ่งในความแตกต่างสำคัญระหว่างการเลือกตั้งทั่วไปกับการออกเสียงประชามติ คือ การประชามติไม่เปิดให้ลงคะแนนล่วงหน้า ผู้มีสิทธิทุกคนต้องไปใช้สิทธิในวันเดียวกัน คือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เท่านั้น
กกต. ชี้แจงว่า ข้อจำกัดดังกล่าวเกิดจากกรอบกฎหมายที่ไม่เปิดช่องให้มีการออกเสียงประชามติล่วงหน้า หากดำเนินการนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด อาจทำให้ผลการออกเสียงเป็นโมฆะได้
2. เปิดลงทะเบียนประชามติกระชั้นเพียง 3 วัน
การเปิดให้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตใช้ระยะเวลาเพียง 3 วัน คือวันที่ 3–5 มกราคม 2569 ซึ่งตรงกับช่วงปลายวันหยุดยาวปีใหม่ ส่งผลให้หลายฝ่ายกังวลว่าประชาชนจำนวนมากอาจพลาดโอกาสลงทะเบียน
แม้ภาคประชาชนจะเรียกร้องให้ขยายเวลา แต่ กกต. ยืนยันว่าไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านเวลาและขั้นตอนทางธุรการที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง
ปัญหาการเลือกตั้งและประชามติ 2569 ในการลงทะเบียนล่วงหน้า
3. ระบบลงทะเบียนซ้ำซ้อน ต้องทำหลายขั้นตอน
อีกหนึ่งข้อวิจารณ์สำคัญคือ การลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าและการลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตไม่สามารถทำพร้อมกันได้ ประชาชนต้องลงทะเบียนแยกกันคนละระบบในช่วงเวลาที่ต่างกัน
ภาคประชาชนมองว่าความซ้ำซ้อนนี้ทำให้หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าลงทะเบียนครั้งเดียวครอบคลุมทั้งการเลือกตั้งและประชามติแล้ว ขณะที่ กกต. ยืนยันว่าระบบไม่ซับซ้อน และใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีต่อคน
4. ไม่สามารถออกเสียงประชามติทางไปรษณีย์ในประเทศ
กกต. ระบุว่า การออกเสียงประชามติทางไปรษณีย์ภายในประเทศยังไม่สามารถทำได้ เนื่องจากข้อกังวลด้านความปลอดภัย ความลับ และการป้องกันการทุจริต
แม้จะอยู่ระหว่างการศึกษาวิธีการใหม่ ๆ แต่ในปัจจุบันยังไม่มีระบบที่รับประกันได้ว่าการลงคะแนนทางไปรษณีย์จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
ปัญหาการจัดการในวันเลือกตั้ง
5. ผังคูหาเลือกตั้งซับซ้อนและเข้าใจยาก
การเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้มีสิทธิต้องใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. ก่อน จากนั้นจึงไปออกเสียงประชามติในสถานที่เดียวกัน แต่ต้องลงทะเบียนและเซ็นชื่อแยกกันสองครั้ง
แผนผังคูหาที่ กกต. เผยแพร่ถูกวิจารณ์ว่าเข้าใจยาก และอาจสร้างความสับสน โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุหรือผู้ใช้สิทธิครั้งแรก
6. ความสับสนเรื่องการรณรงค์ “ชี้นำ” ประชามติ
ก่อนหน้านี้มีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการรณรงค์ให้เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบประชามติ โดยมีการเข้าใจว่าพรรคการเมืองไม่สามารถแสดงจุดยืนได้
ภายหลัง กกต. ชี้แจงว่า การรณรงค์สามารถทำได้ตามรัฐธรรมนูญ และเป็นสิทธิเสรีภาพของทุกฝ่าย ส่งผลให้ข้อถกเถียงในประเด็นนี้เริ่มคลี่คลายลง
7. หมายเลขผู้สมัคร สส. เขต กับเบอร์พรรคไม่ตรงกัน
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องจำหมายเลขผู้สมัครแบบแบ่งเขต และหมายเลขพรรคแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็นคนละหมายเลข ทำให้หลายฝ่ายมองว่าเป็นระบบที่สร้างความสับสนโดยไม่จำเป็น
มีข้อเสนอให้ใช้ระบบ “เบอร์เดียวทั้งพรรค” แต่ กกต. ยืนยันว่ารูปแบบปัจจุบันเป็นไปตามกฎหมายเลือกตั้ง
บทสรุป — บททดสอบความเชื่อมั่นต่อ กกต.
การเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติปี 2569 ถือเป็นบททดสอบสำคัญของ กกต. ทั้งในแง่ประสิทธิภาพ การสื่อสาร และความเข้าใจของประชาชน แม้หลายประเด็นจะมีคำชี้แจงตามกรอบกฎหมาย แต่เสียงวิจารณ์สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงกระบวนการให้เข้าถึงง่าย โปร่งใส และเป็นมิตรกับผู้ใช้สิทธิมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการประชาธิปไตยในระยะยาว

